บทความที่ผ่านมา

  A deeper sense of happiness By Pankaj Mishra

อุ้ม – สิริยากร พุกกะเวส
อยาก....หลุดพ้น “เวียนว่ายตายเกิด
โดย สุทธิคุณ กองทอง นสพ.คมชัดลึก 19/2/2549


ทุกวันนี้ สังคมไทยมีการตื่นตัวในเรื่องของการปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น โดยเฉพาะนักแสดงหลายคน ที่ได้ผ่านการอบรมวิปัสสนากรรมฐานมาแล้ว อาทิ “ลูกศร” -ธนาภรณ์ รัตนเสน “แนน”- ชลิตา เฟื่องอารมณ์ “แอน”- สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ “กิ๊ก”- มยุริญ ผ่องผุดพันธ์

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส : นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง เป็นอีกคนหนึ่ง ที่ได้เข้าปฏิบัติธรรม ที่
ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดผาณิตาราม จ.ฉะเชิงเทรา มาแล้วถึง 2 ครั้ง ขณะเดียวกัน ได้ไปวิปัสสนากรรมฐานกับชมรมคนรู้ใจของ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ณ สำนักสงฆ์เขาดิน หนองแสง จ.จันทบุรี

สิริยากร ยอมรับว่า “
ก่อนหน้านี้ ไม่เคยเข้าใจ เรื่องการมีสติ ว่าเป็นอย่างไร? ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้น เราไม่เคยรู้ใจของเราในทุกขณะจิต”

อย่างไรก็ตาม ได้เข้าปฏิบัติธรรมครั้งแรก เมื่อเดือน ตุลาคม 7 วัน 6 คืน และวันที่ 5 ธัวาคม 2548 อีก 3 วัน ทำให้มีความรู้สึกว่า ชีวิตเปลี่ยนปลงไป เพราะเป็นหลักสูตรเจริญสติ เพื่อพัฒนาปัญญา ทำให้รู้ว่า
จริงๆมนุษย์เรา ควรมีสติกำกับ แล้วต้องระลึกรู้ ในสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงทุกอย่าง ไม่ว่าเราจะทำอะไรอยู่ก็ตาม

อุ้ม บอกว่า
การปฏิบัติธรรมที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว “ตัวเรา ไม่มี สิ่งอะไรเลย มันเป็นเพียง ธาตุ 4 ขันธ์ 5 คือ รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ที่มารวมกันอยู่เท่านั้นเอง” สิ่งที่เกิดขึ้น เราปรุงแต่งขึ้นมาเองทั้งหมด จริงๆแล้ว มันไม่มีอะไรที่เที่ยงเลย แล้วเราจะไปยึดติดกับมันทำไม? วันนี้เราพูดได้ การปฏิบัติก็ยังทำไม่ได้ทั้งหมด แต่เราก็ปล่อยได้เร็วขึ้น แทนที่มีอะไรมากระทบ จะหวั่นไหวไปกับมัน เราจะนิ่งขึ้น

แม้ว่า สิ่งที่ได้ เราอาจไม่ได้ทุกขณะจิต เนื่องจากจิตเรา ยังไม่เข้มแข็งมากขนาดนั้น แต่มีแนวทางว่า
ชีวิตเราควรจะดำเนินไปทางไหน? ก่อนหน้านี้ จะเป็นคนสงสัยอะไรมากมาย ไม่ว่าจะมีเรื่องกลุ้มใจ ปรึกษาใครดี ? เราไม่รู้ว่าคำตอบ จะอยู่ที่ไหน?

ในที่สุด ก็เข้าใจด้วยตัวเองว่า ธรรมะตอบเราได้ทุกอย่าง ถึงวันนี้ จิตใจก็ยังอ่อนไหวอยู่บ้าง ถ้ามีอะไรมากระทบ แต่จะพยายามปฏิบัติในสิ่งเหล่านี้ให้ได้ เพราะเรารู้ว่า
เป้าหมายของหลักธรรมอยู่ที่ตรงไหน?

นักแสดงชื่อดังกล่าวต่อว่า
ทุกวันนี้พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อเกิดขึ้น ก็ต้องดับไป ไม่ว่าเป็นสุขหรือทุกข์ หลายคนที่เกิดปาฏิหาริย์กับชีวิต ตรงนี้อยากบอกว่า จริงๆไม่ได้เป็นปาฏิหาริย์อะไร มองว่าเป็นธรรมะจัดสรรให้มากกว่า เพราะสิ่งต่างๆจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี และไม่ดี ตรงนี้เกิดจากผล ที่เราได้กระทำกันมาตั้งแต่อดีต หรือ การกระทำในปัจจุบัน จึงกลายเป็นผลถึงอนาคต สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นการเกิดขึ้นจากเหตุ

ชีวิตที่ผ่านมา จะอฐิษฐานขอพร แล้วก็เชื่อว่า จะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น สิ่งเหล่านั้น เป็นเพราะ ยังไม่รู้ว่า การขอพรนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร? มาวันนี้ รู้แล้วว่า
สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เชื่อในเรื่องกรรม และผลของกรรม

ดังนั้น “
เราต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด หลังจากนั้น ชีวิตเราจะดีเอง” กรรมที่ว่านี้ เกิดจากการกระทำของเราเอง ไมว่าจะเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ที่เราเคยทำไว้ แต่เราไม่เคยรู้ ตรงนี้อยากบอกว่า “กรรมทุกอย่าง จะมีผลของมัน เมื่อทุกอย่างมาถึง สักวันหนึ่งก็ต้องจากไป” เราจึงไม่ต้องทุกข์ร้อนใดๆ

นอกจากจะสวดมนต์”คาถาชินปัญชร”ทุกคืนแล้ว ทุกวันนี้ อุ้มยังเพิ่มการสวดพุทธบูชา บทสวดอื่นๆอีกหลายบท รวมทั้งมีการแผ่เมตตา ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ขณะเดียวกัน หากมีเวลามากพอ ก่อนนอนยังต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิเป็นประจำ

และเมื่อวันนี้
เรายังต้องรับผิดชอบต่อสังคม มีหน้าที่อยู่ในโลก เราก็ควรให้เจริญทั้งทางโลกและทางธรรม คือ “โลกไม่ช้ำ ธรรมไม่ขุ่น ไม่เสีย เอาธรรมะมาอยู่กับงาน ทำทุกอย่าง ก็ต้องทำอย่างมีสติ”

“
การมีสติรู้ในสิ่งที่ทำ-จึงเป็นเป้าหมาย ที่จะทำให้ได้ เพราะเป้าหมายสูงสุด วันหนึ่ง เราจะได้หลุดจากกิเลสตัณหาลงทั้งหมด ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้ คือ การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จากวัฏสงสาร แต่ถ้าหากเรายังไม่หลุดพ้นกับมัน มีชาติต่อไปของชีวิต อุ้มก็ตั้งใจปฏิบัติว่า ถ้าเรายังไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เป้าหมายของจิต ขอเพียงให้เราบำเพ็ญเพียร สนใจในธรรมะ จนท้ายที่สุด จะหลุดพ้นได้จริงๆ” สิริยากร กล่าวทิ้งท้าย........